LPE เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกระบวนการเมมเบรนชนิดใช้แรงดัน (MF/ UF/ NF/ RO) ในประเทศไทย ด้วยประสบการณ์เชิงปฏิบัติที่ยาวนานต่อเนื่อง ครอบคลุมงานออกแบบ การผลิต และการติดตั้งระบบบำบัดน้ำที่ใช้เทคโนโลยีเมมเบรนชนิดใช้แรงดัน เราเป็นหนึ่งในองค์กรไทยกลุ่มแรกที่ออกแบบและติดตั้งระบบรีเวอร์สออสโมซิส (Reverse Osmosis: RO) ขนาดอุตสาหกรรมในประเทศไทย ความสำเร็จดังกล่าวถือเป็นรากฐานสำคัญในการนำเทคโนโลยีเมมเบรนไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท เช่น อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม อุตสาหกรรมยาและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล อุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าและปิโตรเคมี รวมถึงอุตสาหกรรมไมโครอิเล็กทรอนิกส์
กระบวนการกรองด้วยเมมเบรนชนิดใช้แรงดัน (MF/ UF/ NF/ RO) อาศัยแรงดันไฮดรอลิกและเมมเบรนกึ่งซึมผ่าน (Semi‑permeable Membrane) เพื่อแยกของเหลว (Feed) ออกเป็นสองส่วน ได้แก่ น้ำดี/ น้ำเพอมิเอท (Permeate) และน้ำเข้มข้น/ รีเทนเทต (Retentate) การแยกเกิดขึ้นจากกลไกการกั้นตามขนาดอนุภาค (Size Exclusion) และปฏิสัมพันธ์ระหว่างของเหลวกับผิวเมมเบรน ซึ่งช่วยให้สามารถกำจัดทั้งของแข็งแขวนลอยและสารที่ละลายในของเหลวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การกรองแบบทางเดียว (Dead‑end Filtration) เป็นรูปแบบของเหลวที่เข้าไหลตั้งฉากกับผิวเมมเบรน สารแขวนลอยจะสะสมบนผิวเมมเบรนเป็นชั้นเค้ก (Cake Layer) ส่งผลให้เกิดการอุดตันของเมมเบรน (Fouling) ได้รวดเร็ว ในทางตรงกันข้าม การกรองแบบครอสโฟลว์ (Cross‑flow Filtration) เป็นการไหลของของเหลวในแนวขนานไปกับผิวเมมเบรน ทำให้เกิดทั้งกระแสน้ำดี (Permeate) และกระแสน้ำเข้มข้น (Concentrate) โดยแรงเฉือนจากการไหลจะช่วยพัดพาอนุภาคของแข็งแขวนลอยออกจากผิวเมมเบรน ส่งผลให้การเกิดฟาวลิงช้าลง และระบบทำงานได้เสถียรกว่า
เมมเบรนแต่ละประเภท ได้แก่ ไมโครฟิลเตรชัน (Microfiltration: MF), อัลตราฟิลเตรชัน (Ultrafiltration: UF), นาโนฟิลเตรชัน (Nanofiltration: NF) และ รีเวอร์สออสโมซิส (Reverse Osmosis: RO) ถูกออกแบบมาเพื่อคัดแยกอนุภาคและสารที่ละลายอยู่ในน้ำซึ่งมีขนาดและคุณสมบัติต่างกัน ส่งผลให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย ทั้งในระบบบำบัดน้ำอุตสาหกรรมและกระบวนการแยกของเหลวในกระบวนการผลิต
การทำความเข้าใจความแตกต่างของเมมเบรนทั้งสี่ประเภทนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเลือกระบบที่เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน โดยเมื่อขนาดรูพรุนของเมมเบรนมีขนาดเล็กลง จำเป็นต้องใช้ความดันขณะเดินระบบ (Operating Pressure) ที่สูงขึ้นเพื่อเอาชนะแรงต้านของเมมเบรนและความดันออสโมติกที่เพิ่มขึ้น
วัสดุเมมเบรนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบ ขั้นตอนการล้าง การเลือกใช้สารเคมีในการล้าง อายุการใช้งานของเมมเบรน และต้นทุนการดำเนินงานโดยรวม LPE สามารถช่วยลูกค้าในการคัดเลือกวัสดุเมมเบรนที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากเงื่อนไขของกระบวนการ องค์ประกอบของน้ำเข้าระบบ เป้าหมายการแยก และความต้องการของการใช้งาน
เมมเบรนชนิดอินทรีย์ ซึ่งโดยทั่วไปเรียกว่าเมมเบรนพอลิเมอร์ ได้รับความนิยมสูงในกระบวนการแยกสารในอุตสาหกรรม เนื่องจากมีความยืดหยุ่นในการออกแบบและความคุ้มค่าด้านต้นทุน ทำให้สามารถรองรับการใช้งานได้หลากหลาย ตั้งแต่ระบบบำบัดน้ำ กระบวนการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม การบำบัดน้ำเสีย และการแยกของเหลวในกระบวนการทั่วไป ตัวอย่างวัสดุเมมเบรนชนิดอินทรีย์ ได้แก่ PES, PVDF, PA, PP, PTFE และ Cellulose acetate
เมมเบรนชนิดอนินทรีย์ ผลิตจากวัสดุที่มีความทนทานสูง เช่น เซรามิก โลหะ คาร์บอน หรือโครงสร้างที่มีแก้วเป็นองค์ประกอบ จึงเหมาะสำหรับการใช้งานที่ต้องการความทนทานต่อสารเคมี อุณหภูมิ และรองรับกระบวนการล้างด้วยสารเคมีที่มีความเข้มข้นสูงได้



เมมเบรนเซรามิกเป็นเมมเบรนชนิดอนินทรีย์ที่ผลิตจากวัสดุเซรามิก เช่น อะลูมินา (alumina) เซอร์โคเนีย (zirconia) ไทเทเนีย (titania) และซิลิคอนคาร์ไบด์ (silicon carbide) ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นด้านความแข็งแรง ความทนทานต่อสารเคมี และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน
ช่วงการกรองของเมมเบรนถูกกำหนดทั้งในหน่วยไมครอนและค่า Molecular weight cut-off โดยเริ่มตั้งแต่ 0.1–1.4 ไมครอนสำหรับไมโครฟิลเตรชัน (MF), 15–300 kg/mol สำหรับอัลตราฟิลเตรชัน (UF) และ 1–10 kg/mol สำหรับนาโนฟิลเตรชัน (NF)
LPE นำเทคโนโลยีเมมเบรนเซรามิกมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการที่มีความท้าทาย เช่น การทำใสในผลิตภัณฑ์เครื่องดืม การลดปริมาณแบคทีเรีย การกรองของเหลวจากกระบวนการหมัก การนำสารที่มีประโยชน์กลับมาใช้ใหม่ การบำบัดน้ำเสียที่มีน้ำมันปน และการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่
ด้วยความเชี่ยวชาญในกระบวนการเมมเบรน การทดสอบระดับไพลอต การคัดเลือกเมมเบรน และการออกแบบระบบ LPE สามารถสนับสนุนลูกค้าตั้งแต่การศึกษาความเป็นไปได้ ไปจนถึงการติดตั้งใช้งานในระดับอุตสาหกรรม
สำรวจโซลูชันการแยกกระบวนการด้วยเทคโนโลยีเมมเบรนของ LPE สำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรม
→ สินค้าและบริการของ LPE
ไมโครฟิลเตรชัน (Microfiltration: MF) ทำหน้าที่เป็นด่านกายภาพขั้นแรกในกลุ่มเทคโนโลยีเมมเบรน โดยออกแบบมาเพื่อกำจัดของแข็งแขวนลอย สิ่งปนเปื้อนทางชีวภาพขนาดใหญ่และอนุภาคต่าง ๆ ที่อยู่ในของเหลว
การประยุกต์ใช้งานของไมโครฟิลเตรชัน (MF) :
อัลตราฟิลเตรชัน (Ultrafiltration: UF) เป็นเมมเบรนที่ทำหน้าที่เชื่อมการทำงานระหว่างไมโครฟิลเตรชัน (MF) และนาโนฟิลเตรชัน (NF) โดยมุ่งเน้นการแยกสารตามขนาดน้ำหนักโมเลกุลที่กำหนด (Molecular Weight Cut‑Off: MWCO) รวมถึงการควบคุมคุณภาพน้ำในระดับการฆ่าเชื้อขั้นสูง
การประยุกต์ใช้งานของอัลตราฟิลเตรชัน (UF):
นาโนฟิลเตรชัน (Nanofiltration: NF) มักถูกเรียกว่า “Loose RO” เนื่องจากมีคุณสมบัติในการคัดแยกไอออนหลายประจุ (Multivalent Ions) เช่น แคลเซียม (Calcium) และแมกนีเซียม (Magnesium) ออกจากน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ยังคงให้เกลือไอออนเดี่ยวบางชนิด (Monovalent Salts) สามารถผ่านได้ ทำให้นาโนฟิลเตรชัน (NF) เหมาะกับงานที่ต้องการการคัดแยกอย่างเลือกเฉพาะ
การประยุกต์ใช้งานของนาโนฟิลเตรชัน (NF) :
รีเวอร์สออสโมซิส (Reverse Osmosis: RO) เป็นเทคโนโลยีเมมเบรนที่ให้ประสิทธิภาพการแยกสูงสุด สามารถกำจัดสารที่ละลายอยู่ในน้ำ เกลือ และแร่ธาตุได้เกือบทั้งหมด ส่งผลให้ได้น้ำที่มีความบริสุทธิ์สูง
นอกเหนือจากการใช้งานด้านการบำบัดน้ำ รีเวอร์สออสโมซิส (RO) ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มความเข้มข้นของของเหลวบางส่วนภายใต้อุณหภูมิปกติ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์
การประยุกต์ใช้งานของรีเวอร์สออสโมซิส (RO) :